บทความคนเปราะบางกับสถานการณ์โควิด
“ไม่ว่าวิกฤตการณ์ใด ๆ ก็ตาม กลุ่มคนเล็กคนน้อย หรือกลุ่มเปราะบางมักตกเป็นเหยื่อและเป็นกลุ่มแรกที่ได้รับผลกระทบเสมอ”
ผลงานโดย: เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง และ ณิชา เวชพานิช
เรื่องราวของชาติพันธุ์: ชาวเล, ไทใหญ่
สถานที่: สภาชนเผ่าพื้นเมืองแห่งประเทศไทย เชียงใหม่
“เวลาเรือรั่ว สิ่งไม่สำคัญจะถูกทิ้งก่อน พวกเราชาติพันธุ์คือคนกลุ่มนั้นเสมอ”
“เขาพูดว่าจะไม่ทิ้งใครไว้ข้างหลัง แต่เรารู้สึกตลอดมาว่าเป็นคนถูกทิ้งไว้ข้างหลัง สถานการณ์โรคระบาดก็เช่นกัน เวลาเรือกำลังรั่ว อะไรไม่สำคัญจะถูกทิ้งไปก่อน ซึ่งเราคือคนกลุ่มนั้นเสมอ เราถูกทิ้งให้ตาย”
 
สำหรับลูกทะเลอย่าง วิทวัส เทพสง ผู้ประสานงานชาวเลและรองประธานสภาชนเผ่าพื้นเมืองฯ ภาคใต้ เขาเข้าใจความไม่แน่นอนของท้องทะเลดี และวันนี้ที่ประเทศไทยกำลังเผชิญวิกฤตโควิดไม่ต่างอะไรกับเรือรั่วใกล้จมน้ำ ผู้โดยสารกลุ่มเล็กๆ ในเรือลำนี้อย่างชนพื้นเมืองกำลังเสี่ยงเป็นคนที่จะถูกทิ้งไว้ข้างหลัง
 
วิกฤตสุขภาพและพิษเศรษฐกิจย้ำซ้ำปัญหาที่ชนพื้นเมืองมีมาตลอดอย่างการถูกกีดกันจากวิถีชีวิตพึ่งพาธรรมชาติ การไม่มีบัตรประชาชนหรือรู้ภาษาไทย เป็นเหตุให้พลาดมาตรการเยียวยาของภาครัฐต่างๆ จนทำให้ชนพื้นเมืองมีสภาพ “เปราะบาง” - เสี่ยงได้รับผลกระทบหนักกว่าใครเพื่อนในภาวะวิกฤต
สูญเสียสิทธิเก่า เข้าไม่ถึงสิทธิใหม่
 
ภาคใต้มีชนพื้นเมืองราว 16,000 คนจาก 5 ชนเผ่า ได้แก่ มอแกน มอแกลน อูรักลาโวย ซึ่งสามกลุ่มนี้มีวิถีชีวิตผูกพันกับท้องทะเลจึงเรียกขานตนเองว่า “ชาวเล” นอกจากนี้ มีชาวมันนิและโอรัง-อัสลีที่อาศัยอยู่กับป่าบนแผ่นดินคาบสมุทร
 
แต่ด้วยความเป็น “เกาะสวรรค์แดนใต้” การท่องเที่ยวภาคใต้ผลิบาน มูลค่าที่ดินเพิ่ม ทำให้พื้นที่ชาวเลถูกแย่งชิง พัฒนาเป็นอุทยานแห่งชาติและแหล่งท่องเที่ยว ถึงจะมีมติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเลที่ออกเมื่อสิบปีก่อนเพื่อแก้ปัญหาที่ดินทำกินทับซ้อนกับอุทยานแล้ว ชาวเลยังถูกห้ามไม่ให้ทำประมงในพื้นที่อนุรักษ์
 
“พี่น้องถูกแย่งชิงธรรมชาติ หลายคนปรับวิถีชีวิตมาทำเรื่องการท่องเที่ยวคู่กับการอนุรักษ์ เคยคิดว่าการท่องเที่ยวคือความมั่นคงที่สุด แต่โควิดมาแล้วจบเลย ไม่สามารถหารายได้มาจุนเจือ” หนุ่มชาวเลอธิบายสถานการณ์
 
แม้จะมี “ภูเก็ตแซนด์บ็อก” และชาวเลในภูเก็ตจะพากันฉีดวัคซีนพร้อมเพื่อต้อนรับนักท่องเที่ยว แต่แผนฟื้นฟูเศรษฐกิจแผนนี้ดูท่าจะไม่ประสบความสำเร็จหรือสร้างรายได้มากพอให้พวกเขามีเงินเก็บเป็นต้นทุนตั้งรับวิกฤต
 
เผ่าที่กระทบหนักสุดจากท่องเที่ยวคือเผ่ามันนิ โดยเฉพาะอย่างยิ่ง กลุ่มที่อยู่ชายป่า เพราะได้บอกลาวิถีหากินในป่าเปลี่ยนมาใช้ชีวิตตามกระแสหลัก ทำท่องเที่ยวเชิงวัฒนธรรมและรับจ้างทั่วไป ไม่ว่าจะปีนต้นไม้ เก็บสะตอ กรีดยาง แต่ช่วงโควิดทำให้ไม่มีงานและไม่สามารถไปทำงานเฉพาะด้านอื่นๆ อย่างช่างซ่อมหรือรับราชการได้
 
“สิทธิในการดำรงชีวิตในธรรมชาติที่เคยมีสูญหายไป แต่สิทธิใหม่ตามกระแสหลักอย่างบัตรประชาชนก็ยังวิกฤตอยู่ มีคนเกือบสองพันจากห้าเผ่าที่ยังไม่มีบัตรประชาชน เข้าไม่ถึงสวัสดิการรัฐ”
 
ปีที่แล้ว ในวาระครบรอบ 10 ปี มติครม.ฟื้นฟูวิถีชีวิตชาวเล ชาวเลเกาะสุรินทร์ได้ร่วมกับหน่วยงานส่วนต่างๆ เตรียมประกาศเขตวัฒนธรรมพิเศษ แต่วิกฤตโควิดวันนี้ได้ทำให้ความตั้งใจตลอดหลายปีหยุดชะงัก แผนการร่วมกับภาครัฐไม่เดินต่อ จนพวกเขาหันมาจับมือกับพี่น้องกะเหรี่ยงช่วยเหลือเรื่องปากท้องชั่วคราวกันเอง ผ่านโครงการแลกเปลี่ยนกับชาวกะเหรี่ยง “ข้าวแลกปลา”
 
"ถ้าชาวเลไม่ได้รับคุ้มครองให้กลับไปเข้มแข็งกับวิถีวัฒนธรรมแบบเดิม เขาก็สูญเสียต้นทุนจนอยู่ไม่ได้ อาจจะล่มสลาย”
ไร้รัฐ ไร้บัตร ติดกับอยู่ตรงกลาง
 
นอกจากในชนบทแล้ว ยังมีชนพื้นเมืองที่ทำงานอยู่ในเมือง กลุ่มหนึ่งคือชาวไทใหญ่ หลายคนทำงานอยู่ในเมืองใหญ่เช่นกรุงเทพฯ และเชียงใหม่ ทั้งคนที่อยู่ในไทยมาตั้งแต่บรรพบุรุษและคนที่เป็นแรงงานจากประเทศเพื่อนบ้าน 
 
จริงอยู่ว่า นโยบายปิดแคมป์ทำให้แรงงานเคลื่อนย้ายไม่ได้ แต่มากกว่าการ “ติดที่”​ ทางกายภาพ พวกเขายังต้องเผชิญการ “ติดกับ”​ ในช่องว่างระหว่างกฎหมายกับความเป็นจริง 
 
“นโยบายห้ามเคลื่อนย้ายแรงงาน ทำให้คนที่หนังสืออนุญาตทำงานหมดอายุแล้วต่อทะเบียนไม่ได้ คนไทใหญ่บางส่วนต้องอยู่อย่างผิดกฎหมาย” แสงระวี สุวีรการย์ อุปนายกสมาคมการศึกษาและวัฒนธรรมไทใหญ่ เล่า
 
“พอมีปัญหาเรื่องเอกสารปุ๊ปก็ถูกนายจ้างกดค่าแรง ไม่สามารถต่อรองได้ ค่าแรงขั้นต่ำทั่วไปสามร้อย กลุ่มนี้ถูกกดเหลือร้อยห้าสิบ แต่เพื่อความอยู่รอดก็ต้องทำ”
 
เธอเล่าถึงผู้หญิงไทใหญ่คนหนึ่งที่สมาคมเพิ่งได้ติดตามให้คำปรึกษาและช่วยเหลือ หญิงสาวท้องเจ็ดเดือนถูกสามีทิ้ง เนื่องจากสามีไม่มีงานทำ เธอรู้สึกจนหนทางเมื่อความคิดอยากจะกลับไปอยู่กับพ่อแม่ก็เป็นไปไม่ได้ เพราะถูกจำกัดไม่ให้เดินทางข้ามจังหวัด
 
คนไทใหญ่ท้องถิ่นในไทยหลายคนยังไม่มีบัตรประชาชน จึงเป็นเสมือนคนไม่มีรัฐคุ้มหัว บางคนมีสถานะทางทะเบียนแล้ว แต่อยู่ในสถานะ “เลขหัวศูนย์” ที่มีสิทธิไม่ทัดเทียมสัญชาติไทย จึงเข้าไม่ถึงสิทธิฉีดวัคซีนป้องกันโควิด
 
นอกจากไร้รัฐ ไร้บัตร ไร้สิทธิเข้าถึงวัคซีนแล้ว อีกเหตุผลหนึ่งคือความไม่รู้ เนื่องจากช่องทางลงทะเบียนวัคซีนทั้งหลายล้วนเป็นภาษาไทยที่หลายคนไม่เข้าใจ
 
“ไม่อยากให้เลือกปฏิบัติในการช่วยเหลือกันเลย สถานการณ์แบบนี้ทุกคนคือเพื่อนมนุษย์เหมือนกัน จะยิ่งกลายเป็นสร้างความแตกแยกและความเหลื่อมล้ำเพราะทำให้ชาวบ้านรู้สึกแบ่งแยก เหมือนเป็นคนไม่ใช่คน”
“เราไม่ทิ้งกัน” มาตรการเยียวยาที่ทอดทิ้ง?
 
ลองนึกภาพ ชนพื้นเมือง 10 คนยืนอยู่ด้วยกัน มีเพียง 1 ในนั้นที่ไม่ถูกทอดทิ้งจากโครงการ “เราไม่ทิ้งกัน”
 
จินตนาการนั้นอาจฟังดูน่ากลัว แต่ไม่ใช่เรื่องล้อเล่น เพราะคือเรื่องจริง งานวิจัยโดยมูลนิธิชนเผ่าพื้นเมืองเพื่อการศึกษาและสิ่งแวดล้อม ศึกษาว่าชนพื้นเมืองเข้าถึงมาตรการเยียวยาของภาครัฐโควิดระลอกแรกมากน้อยแค่ไหน (มีนาคม - กรกฎาคม 2563) พบว่ามีเพียง 10% ของคนทั้งหมดเท่านั้นที่ได้รับมาตรการดังกล่าวจากพันคน
 
มูลนิธิฯ สำรวจผลกระทบโควิดและมาตรการเยียวยาจาก 8 ชุมชน 4 ชาติพันธุ์ กะเหรี่ยงโพล่งและมละบริในภาคเหนือ และมันนิกับมอแกนในภาคใต้ เนื่องจากเป็นชุมชนที่มีปัญหาทับซ้อนหลายอย่างทำให้เปราะบางกว่าแห่งอื่น
 
เช่นเดียวกับเงิน 5,000 ก้อนนั้น มาตรการเยียวยาช่วงโควิดอื่นๆ อย่างช่วยเหลือกลุ่มเปราะบาง (ผู้สูงอายุ ผู้พิการ และเด็กอายุต่ำกว่า 6 ขวบในครอบครัวยากจน) มีผู้ได้รับแค่ 5.6% ขณะที่มาตรการช่วยเหลือเกษตรกรและประมงซึ่งคนส่วนใหญ่ประกอบอาชีพนี้มีผู้ได้รับเพียง 10% เนื่องจากส่วนหนึ่งไม่มีทะเบียนที่ดินทำเกษตร เป็นผลพวงจากนโยบายทวงคืนผืนป่าทำให้ชาวบ้านสูญเสียที่ดินทำกิน เช่นที่หมู่บ้านกะเหรี่ยงน้อยพลังงาน จ.เชียงใหม่
 
หมู่บ้านน้อยพลังงานยังไม่มีไฟฟ้า ซึ่งกลายเป็นเหตุผลหลักที่แม้พวกเขาจะเข้าถึงสิทธิเยียวยาต่างๆ แต่ชนพื้นเมืองซึ่งมักจะอยู่ในพื้นที่ห่างไกลไร้สัญญาโทรศัพท์ไม่ได้ “เข้าถึง” จริงๆ เพราะมาตรการทุกอย่างเปิดให้ลงทะเบียนออนไลน์ทางสมาร์ทโฟน
 
“งานวิจัยมีข้อเสนอว่าหน่วยงานต่างๆ ที่เกี่ยวข้องควรจะทำงานเชื่อมโยงกันเพราะบางหน่วยงานมีทะเบียนราษฎร รู้ว่ามีใครที่ต้องได้รับการเยียวยาบ้างอยู่แล้วและสามารถเข้าถึงได้เลย นอกจากนี้ควรจะเร่งแก้สถานะสถานะบุคคลไร้สัญชาติให้เร็วแทนการใช้เวลา 4-7 ปี ทำให้หลายคนต้องเสียโอกาสเข้าถึงบริการของรัฐ” กาญจนา มะหรั่น หนึ่งในทีมวิจัยอธิบาย
“พวกเราเชื่อว่าชุมชนจัดการตัวเองได้ แต่รัฐต้องหนุนเสริมให้แข็งแรง กระจายอำนาจส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เอื้อให้ท้องถิ่นที่เป็นคนใกล้ชิดชุมชนนำแผนของชุมชนเป็นพัฒนา นี้ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาจากด้านล่างสู่บนอย่างแท้จริง”
หากประเทศไทยเป็นเรือเหมือนที่ชาวเลเปรียบเปรยไว้ แล้วเรือลำนี้กำลังรั่ว เราจะเอาชีวิตรอดกันอย่างไร หรือจำเป็นจะต้องทิ้งใครบางคนไว้ข้างหลัง?
 
ปฏิบัติตามคำสั่งกัปตันอาจเป็นทางเลือกหนึ่ง อีกทางรอดอาจเป็นช่วยเหลือกันเอง
 
ชาวเล ไทใหญ่ และชนพื้นเมืองกลุ่มอื่นๆ ต่างเริ่มมองหาทางรับมือวิกฤต แนวคิดหนึ่งคือเตรียมแผนรับมือโควิดออกแบบโดยชาติพันธุ์ เริ่มตระเตรียมว่าพื้นที่ไหนจะเป็นพื้นที่กักตัวหรือคลังอาหารชุมชนให้พร้อมรับสถานการณ์
 
พวกเขาเชื่อว่าเครือข่ายชนพื้นเมืองเข้มแข็งและพร้อมเชื่อมต่อวัฒนธรรมกับภาษาที่แตกต่าง
 
แต่นั้นย่อมตั้งอยู่บนการสนับสนุนที่ดี
 
“พวกเราเชื่อว่าชุมชนจัดการตัวเองได้ แต่รัฐต้องหนุนเสริมให้แข็งแรง กระจายอำนาจส่วนกลางสู่ท้องถิ่น เอื้อให้ท้องถิ่นที่เป็นคนใกล้ชิดชุมชนนำแผนของชุมชนเป็นพัฒนา นี้ถึงจะเป็นการแก้ปัญหาจากด้านล่างสู่บนอย่างแท้จริง”
 
 
ความคิดเห็นในเอกสารฉบับนี้เป็นของผู้เขียน และไม่จำเป็นต้องเป็นความคิดเห็นขององค์การสหประชาชาติ รวมถึงโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ และรัฐสมาชิก โดยเป็นการตีพิมพ์เอกสารอย่างอิสระซึ่งได้รับการสนับสนุนจากสหภาพยุโรป

 

เขียนโดย
เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง
เครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง (Indigenous Media Network: IMN) จัดตั้งขึ้นเพื่อเป็นกระบอกเสียงให้กับกลุ่มชนเผ่าพื้นเมืองในประเทศไทย ผลงานฉบับนี้ เป็นการเขียนร่วมกันระหว่างเครือข่ายสื่อชนเผ่าพื้นเมือง และณิชา เวชพานิช